กระดูกพรุน ภัยเงียบของผู้สูงอายุ แค่ล้มเบา ๆ อาจเสี่ยงกระดูกหัก
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัย” โดยสมบูรณ์ หลายครอบครัวอาศัยอยู่ร่วมกับคุณพ่อคุณแม่และคุ้นชินกับภาพการใช้ชีวิตตามปกติของผู้สูงอายุในบ้าน แต่เบื้องหลังกิจวัตรประจำวันเหล่านี้ สุขภาพกระดูกของท่านเหล่านี้อาจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปโดยที่ไม่มีใครทันสังเกต จนกระทั่ง การล้มเบา ๆ เพียงครั้งเดียว ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ ภาวะกระดูกพรุน ได้เปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของทุกคนในบ้านอย่างไม่คาดคิด
บทความนี้จึงอยากชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจ โรคกระดูกพรุน ตั้งแต่สาเหตุ อาการ กลุ่มเสี่ยง วิธีป้องกัน และการตรวจประเมินสุขภาพกระดูก เพื่อลดความเสี่ยงก่อนกระดูกหัก ผ่านการพูดคุยกับ นพ.พงศกร บุบผะเรณู ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านการบาดเจ็บทางออร์โธปิดิกส์ ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเมดพาร์ค
โรคกระดูกพรุน คืออะไร ทำไมจึงถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ”
โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่มวลกระดูกลดลง และโครงสร้างภายในกระดูกอ่อนแอลง ทำให้เนื้อกระดูกมีลักษณะเป็นรูพรุน เปราะบาง และแตกหักได้ง่าย ภาวะนี้มักเกิดขึ้นช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น
“กระดูกของคนเราจะมีความหนาแน่นสูงสุดในช่วงอายุประมาณ 25 ปี หลังจากนั้นมวลกระดูกจะค่อย ๆ ลดลงตามธรรมชาติ สิ่งที่ทำให้โรคกระดูกพรุนถูกเรียกว่า ‘ภัยเงียบ’ คือผู้ป่วยส่วนใหญ่แทบไม่รู้ตัวว่ากระดูกกำลังเปราะบางลง เพราะในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ และมักจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์กระดูกหักแล้ว”
คุณหมอเจ นพ.พงศกร บุบผะเรณู ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านการบาดเจ็บทางออร์โธปิดิกส์ อธิบายถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงของโรคกระดูกพรุนที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทันสังเกต
“โรคกระดูกพรุนสามารถพบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง แต่พบได้บ่อยในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงมีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาความแข็งแรงของกระดูก เมื่อระดับฮอร์โมนลดลง มวลกระดูกก็ลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้กระดูกเปราะบางและแตกหักได้ง่ายขึ้น”

กระดูกพรุนเกิดจากอะไร ใครมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
แม้ว่ากระดูกพรุนจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน และเป็นความเสื่อมของร่างกายที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นตามวัย แต่ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ทำให้บางคนมีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุนมากกว่าคนทั่วไป เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน พันธุกรรม รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตในระยะยาว
คุณหมอพงศกร อธิบายว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่
- ผู้หญิงที่มีภาวะหมดประจำเดือน เมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว มวลกระดูกจะลดลงเร็วกว่าปกติ
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน หรือเคยมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุเบา ๆ มาก่อน สะท้อนถึงความเสี่ยงทางพันธุกรรม หรือความเปราะบางของกระดูกที่สะสมมาเป็นเวลานาน
- ผู้ที่ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีไม่เพียงพอ สารอาหารทั้งสองชนิดนี้มีหน้าที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก หากได้รับไม่เพียงพออย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อความหนาแน่นของมวลกระดูกในระยะยาว
- ผู้ที่ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ เช่น ผู้เป็นโรคข้ออักเสบ หรือโรคทางระบบอื่น ๆ ที่ต้องใช้ยากดภูมิ เพราะยากลุ่มนี้สามารถเร่งการสูญเสียมวลกระดูกได้
- ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ ผู้ที่มีการดื่มแอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
สัญญาณเตือน กระดูกพรุน ที่ถูกมองข้าม
“หากสังเกตพบว่าความสูงลดลงประมาณ 2–3 เซนติเมตร อาจเกิดจากกระดูกสันหลังยุบตัว หรือ Compression fracture ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยกระดูกพรุน บางรายอาจพบว่ารูปร่างเปลี่ยนไป เช่น หลังค่อมมากขึ้น รู้สึกว่าตัวเตี้ยลง หรือมีอาการปวดหลังเรื้อรัง แต่น่าเสียดายที่ผู้ป่วยจำนวนมากมักเข้าใจว่าเป็นเพราะอายุที่เพิ่มขึ้น จึงไม่ได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยกับแพทย์เฉพาะทางอย่างละเอียด”
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย มาพบแพทย์เนื่องจากกระดูกหักจากอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในบ้าน ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณบอกว่าพวกเขาเป็นโรคกระดูกพรุนในระยะที่รุนแรงแล้ว
“อุบัติเหตุ เช่น ล้มเบา ๆ ในบ้าน หรือบางคนเพียงแค่บิดตัวเล็กน้อยก็ทำให้กระดูกร้าวทันที ตำแหน่งที่พบว่ากระดูกหักจากกระดูกพรุนบ่อยที่สุดคือ สะโพก กระดูกสันหลัง และข้อมือ อาการบาดเจ็บเหล่านี้อาจส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยและสมาชิกในบ้าน”
ทำไมการล้มเพียงครั้งเดียว จึงอันตรายมากกับผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน
จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยสูงอายุที่กระดูกสะโพกหัก มีความเสี่ยงเสียชีวิตภายใน 1 ปี โดยสาเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการผ่าตัด แต่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนที่ตามมาหลังการบาดเจ็บ เช่น การติดเชื้อในปอด แผลกดทับ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากการนอนติดเตียงเป็นเวลานาน
คุณหมอเจ เล่าให้ฟังว่าหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือความกังวลของครอบครัวผู้ป่วยต่อการผ่าตัด
“ส่วนใหญ่มักกังวลว่าเมื่อผ่าตัดแล้วผู้สูงวัยจะกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่ในความเป็นจริง การผ่าตัดเป็นการรักษาที่เหมาะสม และต้องทำร่วมกับการทำกายภาพบำบัดตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ในทางกลับกัน หากไม่ผ่าตัด หรือผ่าตัดแล้วไม่ทำกายภาพบำบัด ผู้ป่วยจำนวนมากอาจต้องนอนติดเตียง ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา”

แนวทางการรักษากระดูกหักจากภาวะกระดูกพรุน
นพ.พงศกร อธิบายว่า การรักษากระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนไม่ได้จบแค่การผ่าตัด แต่ต้องดูแลอย่างครบด้าน เพื่อป้องกันการหักซ้ำในอนาคต แนวทางการรักษาหลัก ๆ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่
1. การรักษาด้วยยา
แพทย์จะพิจารณาการให้ยาตามระดับความรุนแรงของมวลกระดูก ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงระดับเริ่มต้น อาจใช้ยากลุ่มที่ช่วยชะลอการสลายกระดูก เช่น Bisphosphonates หรือ Denosumab แต่หากมีภาวะกระดูกพรุนรุนแรง หรือมีกระดูกหักร่วมด้วยอาจพิจารณาใช้ยากลุ่มที่ช่วยกระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่ เช่น Teriparatide หรือ Romosozumab เป็นต้น โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าผู้ป่วยสมควรได้รับยากลุ่มใด
2. การปรับพฤติกรรมและเสริมความแข็งแรงของร่างกาย
นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การเสริมโปรตีน และการดูแลภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Sarcopenia) ซึ่งมักเกิดร่วมกับกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะกระดูกแข็งแรงอย่างเดียวไม่พอ กล้ามเนื้อต้องแข็งแรงด้วยเพื่อช่วยพยุงร่างกายและลดโอกาสการล้มได้ดีขึ้น
3. การรักษากระดูกที่หัก และป้องกันการหักซ้ำ
แนวทางการรักษาด้วยการผ่าตัด แพทย์จะพิจารณาว่าควรใส่เหล็กดาม หรือเปลี่ยนข้อเทียม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ การรักษาต่อเนื่องร่วมกับการใช้ยาและการฟื้นฟู เพื่อป้องกันการหักซ้ำในตำแหน่งอื่น ๆ อีกในอนาคต
ตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก รู้ความเสี่ยงก่อนกระดูกหัก
หากไม่อยากให้ “กระดูกหัก” กลายเป็นสัญญาณแรกที่ทำให้รู้ว่าเป็น โรคกระดูกพรุน การตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Mineral Density: BMD) คือวิธีมาตรฐานทางการแพทย์ที่ช่วยประเมินความแข็งแรงของกระดูก และคัดกรองความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
การตรวจด้วยเครื่องวิเคราะห์ความหนาแน่นของกระดูก (DEXA Scan) ช่วยให้ทราบว่ามวลกระดูกยังอยู่ในระดับปกติ หรือเริ่มบางลงแล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนป้องกันหรือรักษาก่อนเกิดกระดูกหัก

“การตรวจ BMD เป็นการตรวจที่ใช้เวลาสั้น ไม่เจ็บ และมีปริมาณรังสีต่ำ โดยจะตรวจบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการหักสูง เช่น สะโพก และกระดูกสันหลัง ผลตรวจจะรายงานออกมาในรูปแบบ ค่า T-score ซึ่งแพทย์จะนำไปใช้ในการประเมินความเสี่ยงภาวะกระดูกหักในอนาคต”
นพ.พงศกร แนะนำเพิ่มเติมว่าการตรวจนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนดูแลสุขภาพกระดูกระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนจากพันธุกรรม
“ยิ่งรู้เร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสป้องกันได้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรง เช่น กระดูกหักจากการล้มเพียงครั้งเดียว”
วิธีป้องกันกระดูกพรุน ในชีวิตประจำวัน
“การดูแลโรคกระดูกพรุนไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ควรรอให้มีอาการก่อนจึงค่อยเริ่มต้น แต่สามารถเริ่มได้จากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม วิตามินดี และโปรตีนให้เพียงพอ ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก เช่น เดินเร็ว หรือฝึกการทรงตัวเพื่อลดความเสี่ยงการหกล้ม ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้ชีวิตแบบไม่เคลื่อนไหว ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งการสูญเสียมวลกระดูกที่เร็วกว่าปกติ”

คุณหมอเจ นพ.พงศกร บุบผะเรณู ย้ำทิ้งท้ายถึงผู้อ่าน
“ภาวะกระดูกพรุนอาจเป็นโรคที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยไม่ส่งสัญญาณเตือนชัดเจน แต่ผลกระทบที่ตามมาอาจเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตได้อย่างมาก การดูแลกระดูกที่ดีที่สุดคือการเริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่มีอาการ และทำอย่างต่อเนื่อง เพราะสุขภาพกระดูกเป็นสิ่งที่ต้องสะสมในระยะยาว ไม่ต่างจากการดูแลสุขภาพด้านอื่น ๆ ของร่างกาย”