โรคตับ ระยะแรกไม่มีอาการ รู้ตัวอีกทีอาจสายเกินแก้
โรคตับ คำนี้เป็นคำกว้าง ๆ เพื่อเรียกรวมกลุ่มโรคและอาการที่ทำให้เกิดความผิดปกติกับตับ ส่งผลต่อสุขภาพ ทำให้เจ็บป่วย จำเป็นต้องได้รับการรักษา Special Scoop จะชวนมาทำความเข้าใจปัญหาโรคตับ พร้อมรับรู้ วิธีการรับมือและรักษาไปพร้อม ๆ กัน กับ นพ.สันติ กุลพัชรพงศ์ อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหาร ที่จะมาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทั้งยังแชร์มุมมองด้านการรักษาโรคตับในปัจจุบันที่น่าสนใจ
โรคตับจากสาเหตุต่าง ๆ
คุณหมอสันติอธิบายว่า โครงสร้างของตับหลัก ๆ มีอยู่ 2 ส่วน ได้แก่ เซลล์ตับ และท่อน้ำดี หากเกิดความผิดปกติ ก็จะมาจาก 2 ส่วนนี้ โดยความผิดปกติจะสามารถตรวจคัดกรองได้จากผลการตรวจเลือด
“เซลล์ตับ เราจะดูจากค่าเอ็นไซม์ตับที่ชื่อว่า AST (SGOT) และ ALT (SGPT) ครับ หากตับได้รับบาดเจ็บหรือมีการอักเสบ เอนไซม์สองตัวนี้ก็จะถูกปล่อยออกมา และวัดค่าในกระแสเลือดได้สูง ตรงนี้จะบอกได้ว่า กำลังมีภาวะตับอักเสบ อีกวิธีคือการดูจากการทำงานของตับในการสร้างสารบางอย่าง เช่น โปรตีนบางตัว ว่ามีระดับที่ผิดปกติไปหรือไม่
ในส่วนของท่อน้ำดี จะดูสิ่งที่เรียกว่า Alkaline Phosphatase หรือ ALP หากหลั่งออกมาจากเซลล์ท่อน้ำดี แสดงว่าน้ำดีมีการไหลเวียนติดขัด ซึ่งจะพบสารตัวนี้ในปริมาณสูงขึ้นในกระแสเลือดครับ”
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเช็กสารเหลือง หรือสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ซึ่งเมื่อมีสารนี้มากขึ้น คือ น้ำดี ที่คั่งอยู่ในร่างกายจะสังเกตได้ว่าตาเหลือง ตัวเหลือง ที่เรา ๆ เรียกกันว่า ดีซ่าน นั่นเอง
อาการแสดงน้อย โรคตับระยะต้นจึงมักถูกมองข้าม
“โรคตับ กว่าเราจะจะเห็นความผิดปกติภายนอก หรือแสดงอาการออกมา ค่าตับมักสูงขึ้นไปเยอะแล้ว เช่น หากเป็นตับอักเสบ ก็ต้องมีการอักเสบอย่างรุนแรงแล้ว ถึงจะเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้องจุกท้อง ค่าตับจะมากกว่าค่าปกติไปกว่า 4-5 เท่าแล้ว หรือบางรายคือมากกว่าปกติไป 10 เท่าจึงจะเริ่มมีอาการครับ” คุณหมอเล่า
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เราจึงต้องตรวจเช็กค่าตับอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น อายุมาก น้ำหนักตัวมาก มีพฤติกรรมดื่มสุราเป็นประจำ มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคตับ
“หมอไม่ได้จะบอกให้ทุกคนไปตรวจละเอียดกันทุกปีขนาดนั้น หลัก ๆ คือตรวจตามคำแนะนำจากแพทย์ครับ เพราะในบุคคลทั่ว ๆ ไป การตรวจสกรีนคร่าว ๆ ก็เพียงพอ เพียงแต่เมื่อถึงอายุที่ควรตรวจ หรือหลังซักประวัติตอนตรวจสุขภาพประจำปีแล้วแพทย์เห็นว่าควรตรวจเพิ่มจากปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ เป็นรายบุคคลไปครับ”
ไขมันพอกตับ โรคตับที่หมอพบบ่อย
เมื่อถามว่าจากประสบการณ์อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ พบโรคตับแบบไหนบ่อยที่สุด คุณหมอตอบว่า “ไขมันพอกตับ” อย่างไม่ลังเล
“ถ้านับจากการเจอผู้ป่วยที่มาหาเรา รวมไปถึงสำรวจโรคตับโดยทั่วไป ที่เจอเยอะสุดเป็นไขมันพอกตับครับ แม้ภาวะนี้ยังไม่ได้เป็นสาเหตุของการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคตับมากเท่ากับไวรัสตับอักเสบบี หรือติดสุรา แต่หากปล่อยไว้ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพแน่นอนครับ”
ไขมันพอกตับในคนกินเหล้าและคนที่ไม่กินเหล้าต่างกันอย่างไร…
“จริง ๆ แล้วทั้งสองภาวะนี้เราจะตรวจพบไขมันในตับเหมือนกัน แต่สำหรับไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์นั้น มักพบร่วมกับโรคร่วมต่าง ๆ โดยเฉพาะ โรคหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง พวกนี้มันมาด้วยกันครับ ส่งผลให้เป็นสโตรก เป็นหัวใจวาย ซึ่งตรงนี้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วยมากกว่าโรคตับเสียอีก ดังนั้นหากใครที่มีไขมันพอกตับ อาจหมายความว่าสุขภาพของคุณอยู่ในความเสี่ยงมากกว่าหนึ่งโรคแล้ว”
ในขณะเดียวกัน หากเกิดจากการดื่มสุราอย่างหนัก ดื่มติดต่อกันแทบทุกวัน ส่งผลทำให้ตับเสียหายได้มากกว่า ทำให้ตับอักเสบทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง และสุดท้ายก็กลายเป็นตับแข็ง ซึ่งไม่ว่าจะดื่มสุราหนัก หรือไขมันพอกตับ มีโอกาสส่งผลให้เป็นตับแข็ง และสามารถนำไปสู่มะเร็งตับได้ทั้งคู่
แล้ว ‘ตับแข็ง’ กับ ‘มะเร็งตับ’ เกิดจากอะไรได้อีก
นอกจากไขมันพอกตับกับการดื่มสุราอย่างหนัก ยังมีไวรัสตับอักเสบ ที่เป็นโรคติดเชื้อก่อให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งยังโชคดีที่ไวรัสตับอักเสบบี มีวัคซีนป้องกัน ส่วนไวรัสตับอักเสบซี แม้ไม่มีวัคซีน แต่ปัจจุบันมียาปฏิชีวนะที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เหมาะสม
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อาทิ โรคจากพันธุกรรม หรือโรคภูมิต้านทานตัวเอง ก่อให้เกิดการอักเสบของตับได้เช่นกัน
ตับอักเสบ สู่มะเร็งตับ
หากเราปล่อยให้ตับอักเสบไปเรื่อย ๆ เมื่อถึงระยะหนึ่ง ระดับความรุนแรงย่อมเพิ่มขึ้น เกิดการสะสมของพังผืด เกิดแผลเป็นในตับ จากตับนิ่ม ๆ พออักเสบนานเข้าร่างกายจะซ่อมแซม สร้างพังผืดแผลเป็นขึ้นมา เนื้อตับแข็งตัวขึ้น จนสุดท้ายก็เป็นตับแข็ง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับได้มากที่สุด
“เมื่อตับแข็ง จะส่งผลกับสุขภาพค่อนข้างมาก เพราะตับเป็นอวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่เหมือนโรงงานกำจัดสารพิษ ทั้งยังเป็นโรงงานที่ใช้ผลิตสารต่าง ๆ เช่น โปรตีน สารที่ช่วยให้เกิดการแข็งตัวของเลือด และสารของระบบน้ำดี เพื่อเอามาช่วยในการย่อยอาหาร พอตับผิดปกติ ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและความเสียหายของตับครับ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เริ่มมีอาการแสดง นั่นก็เพราะฟังก์ชันการทำงานของตับไม่เพียงพอแล้ว”
เมื่อการทำงานของตับผิดปกติ การสร้างโปรตีนในเลือดน้อยลง พอไม่มีโปรตีนที่ช่วยในการเก็บน้ำไว้ในหลอดเลือด ก็จะเกิดภาวะท้องมาน ตัวบวม ขาบวมจากน้ำที่ซึมออกมานอกหลอดเลือด การขับสารเหลืองออกทางท่อน้ำดีก็น้อยผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะตัวเหลืองตาเหลือง
และหากตับแข็งมาก จะเกิดแรงต้านทานในตับที่เพิ่มขึ้น เลือดไม่สามารถวิ่งเข้าไปที่ตับได้โดยสะดวก ก็จะไปกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดตามบริเวณต่าง ๆ ในช่องท้อง เกิดเป็นหลอดเลือดโป่งพองในช่องท้อง เกิดเลือดออกได้ และในท้ายที่สุด เมื่ออวัยวะเสียหายแล้วซ่อมแซมซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เข้า สารพันธุกรรมมีโอกาสกลายพันธุ์ และนี่ก็คือกลไกที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ทำให้ผู้ที่มีภาวะตับแข็ง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งตับสูงนั่นเอง
แนวทางรับมือโรคตับ ป้องกันตับแข็ง ป้องกันมะเร็งตับ
หนึ่งในเหตุปัจจัยที่ป้องกันได้ง่ายที่สุด คือ ไวรัสตับอักเสบ ซึ่งในปัจจุบัน มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี และมียาต้านไวรัสที่ช่วยรักษาไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งคุณหมอสันติแนะนำว่า ผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ควรตรวจว่ามีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบหรือไม่ หากไม่มีก็ควรจะฉีด และวัคซีนในปัจจุบันสามารถป้องกันได้ มีความปลอดภัยสูง ใช้มานานหลายสิบปี
“ไวรัสตับอักเสบ ไม่ว่าจะแสดงอาการหรือยังไม่ได้แสดงอาการ หากตรวจพบไวรัส ก็นับว่ามีเชื้อครับ มีความเสี่ยงมะเร็งตับเช่นกัน เลยไม่อยากให้ประมาท อีกทั้งยังสามารถส่งต่อไวรัสให้ผู้อื่นได้ด้วย ยังไงก็ควรพบแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลสุขภาพในระยะยาวครับ”
ดังนั้น หากตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบ แม้จะฉีดวัคซีนป้องกันไม่ทัน แต่การรับประทานยาเพื่อควบคุมโรค สามารถกดไวรัสไว้ได้ และใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติ เพียงแต่ต้องมีวินัยในการรับประทานยา เพราะเมื่อหยุด ก็มีโอกาสให้โรคกลับมาแสดงอาการได้เช่นกัน
เมื่อเรารับมือไวรัสได้ แล้วโรคตับจากไขมันและพังผืดที่ตับล่ะ จะรับมืออย่างไร คำแนะนำจากคุณหมอก็ยังคงเป็น ‘การตรวจคัดกรอง’ ที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากในปัจจุบัน
การตรวจคัดกรองที่ ‘เจ็บ’ ทำคนไม่อยากตรวจ
“ปัจจุบันเรามีทางเลือกให้ผู้ป่วยโดยไม่ต้องเจ็บแล้วครับ” คุณหมอรีบบอก
สมัยก่อน การจะตรวจโรคตับอย่างละเอียด จำเป็นต้อง ‘เจาะชิ้นเนื้อตับ’ นำออกมาตรวจ ซึ่งค่อนข้างเจ็บตัว จึงเป็นวิธีที่ใช้เมื่อผู้ป่วยเป็นมากแล้วจริง ๆ เนื่องจากตอนที่ไม่มีอาการคงไม่มีใครอยากจะเจ็บตัวไปเจาะชิ้นเนื้อตับ
“แต่ในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีและวิธีการที่ช่วยให้เราได้ข้อมูลของพังผืดตับง่ายขึ้นแล้วครับ ไม่ต้องเจาะชิ้นเนื้อ ไม่เจ็บตัว นำมาใช้ในขั้นตอนของการคัดกรองได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกับภาวะไขมันพอกตับ ที่คนเป็นกันเยอะ และเป็นเหมือนภาวะระยะต้นที่เรายังรับมือได้ง่ายกว่าการปล่อยให้เป็นหนักแล้วมารักษาครับ”
คุณหมอยกตัวอย่างการตรวจคัดกรองภาวะไขมันพอกตับและพังผืดที่ตับด้วยวิธีไฟโบรสแกน (FibroScan) หรือการตรวจวัดความแข็งของตับด้วยการใช้เทคโนโลยีของระบบที่คล้ายกับอัลตราซาวนด์ ซึ่งจะได้ตัวเลขออกมา 2 ค่า ได้แก่ เปอร์เซ็นต์ไขมันในตับ และค่าความยืดหยุ่นของเนื้อตับ ซึ่งผกผันตามปริมาณพังผืดนั่นเอง โดยหากยิ่งพบพังผืดเยอะ ก็จะยิ่งใกล้กับภาวะตับแข็ง วิธีนี้ทำให้สามารถเจอความผิดปกติที่ควรรับมือได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ โดยไม่ต้องเสี่ยงเจ็บตัว
“วิธีการตรวจนี้ จะช่วยให้คนที่ยังไม่มีอาการ แต่มีความเสี่ยง เช่น พฤติกรรมการใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยง ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคตับ กล้าที่จะเข้ามาตรวจคัดกรองมากขึ้น และแพทย์เข้ามาให้ความดูแลได้ไวขึ้น การรับมือกับโรคก็จะมีประสิทธิภาพขึ้นครับ และหากพบระดับไขมันและพังผืดที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นตับแข็งจริง ๆ ค่อยเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจละเอียด”
นอกจากนี้ ไฟโบรสแกนยังสามารถใช้ประโยชน์ในแง่ของการตรวจติดตามอาการ ติดตามผลการรักษา เช่น หลังจากให้ยา สภาพตับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ไขมันและพังผืดลดลงหรือไม่ การรักษามีประสิทธิภาพหรือไม่ ค่าต่าง ๆ ของไฟโบรสแกนจะช่วยให้แพทย์ประเมินผลได้นั่นเอง
ไขมันพอกตับ รักษาได้ ยังไม่สายเกินแก้
“เมื่อเป็นไขมันพอกตับ หลัก ๆ ผู้ป่วยต้องคุมน้ำหนักครับ หมอทางเดินอาหารและตับ ก็ต้องทำงานร่วมกับหมอต่อมไร้ท่อ เพื่อดูแล ให้คำแนะนำเรื่องโภชนาการ และควรตรวจเช็กระดับน้ำตาล ระดับไขมันในเลือด หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์”
หากเริ่มมีภาวะตับแข็ง การรักษาจะทำเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะเกิดจากตับแข็ง แต่คุณหมอแนะนำว่า ถึงอย่างไรก็ควรดูแลตั้งแต่ยังเป็นภาวะไขมันพอกตับหรือเป็นพังผืด ที่ยังไม่กลายเป็นตับแข็ง เพราะเมื่อมีภาวะตับแข็งแล้ว มีโอกาสน้อยมากที่ตับจะกลับมายืดหยุ่น ทำงานปกติได้ดังเดิม แต่อาจพอจะลดความแข็งตัวหรือความหนาของพังผืดได้บ้างเท่านั้น การตรวจพบและรักษาให้ไวจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากกว่า
“ในท้ายที่สุด หากตรวจพบมะเร็งตับ แพทย์ก็จะทำการตรวจประเมิณระยะของโรค และวางแผนการรักษามะเร็งตามระยะของโรค ควบคู่กับการดูแลการทำงานของตับ รวมถึงเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การติดเชื้อ ภาวะเลือดออก ท้องมาน ควบคุมการกินอาหาร เพื่อลดโอกาสภาวะแทรกซ้อน และรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีที่สุดครับ”
ที่สำคัญ อย่ารอให้มีอาการ เพราะโรคตับที่แสดงอาการ เท่ากับว่า ระยะของโรคดำเนินมาค่อนข้างมากแล้ว ควรตรวจสุขภาพประจำปี เช็กความเสี่ยง หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรมาตรวจประเมิน ตรวจคัดกรอง เพื่อป้องกันไว้ก่อน ทำได้ง่าย ๆ ไม่เจ็บ